Risk Assessment คืออะไร? การประเมินความเสี่ยงในการทำงาน สำคัญอย่างไรต่อความปลอดภัยในโรงงาน
Risk Assessment คืออะไร? คำถามสำคัญสำหรับผู้ที่ทำงานด้านความปลอดภัยในโรงงาน สถานประกอบการ งานก่อสร้าง และทุกองค์กรที่ต้องการลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน
Risk Assessment หรือ การประเมินความเสี่ยง คือกระบวนการที่ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นว่า “อันตรายอะไรอาจเกิดขึ้น” “มีโอกาสเกิดมากน้อยเพียงใด” และ “หากเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลรุนแรงแค่ไหน” เพื่อนำข้อมูลไปกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
สำหรับงานด้านความปลอดภัย Risk Assessment ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเอกสารที่ต้องจัดทำ แต่ควรเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ป้องกันอุบัติเหตุก่อนเกิดเหตุจริง
กระทรวงแรงงานได้อธิบายว่า การประเมินอันตรายหรือการประเมินความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่มีการชี้บ่งอันตรายและประเมินระดับอันตราย รวมถึงนำผลไปใช้วางแผนจัดการและควบคุมอันตรายให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
Risk Assessment คืออะไร?
Risk Assessment แปลว่า การประเมินความเสี่ยง เป็นกระบวนการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรม กระบวนการทำงาน เครื่องจักร อุปกรณ์ สารเคมี สภาพแวดล้อม หรือวิธีการทำงานของบุคลากร
พูดง่าย ๆ คือ
การประเมินความเสี่ยงจึงเป็นแนวทางแบบเชิงป้องกัน (Preventive Approach) เพราะไม่ได้รอให้เกิดอุบัติเหตุแล้วจึงหาสาเหตุ แต่เป็นการค้นหาอันตรายและจัดการความเสี่ยงล่วงหน้า
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการของ ISO 45001 ซึ่งให้ความสำคัญกับการชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง การควบคุมความเสี่ยง การมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงาน และการปรับปรุงระบบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
การประเมินความเสี่ยง สำคัญอย่างไร?
การประเมินความเสี่ยงเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของระบบการจัดการความปลอดภัย เพราะช่วยให้องค์กรสามารถจัดลำดับปัญหาและเลือกมาตรการควบคุมได้อย่างเหมาะสม
1. ช่วยป้องกันอุบัติเหตุก่อนเกิดเหตุ
เมื่อทราบว่าขั้นตอนใดมีความเสี่ยง ก็สามารถกำหนดมาตรการป้องกันได้ก่อนที่จะเกิดเหตุ เช่น การติดตั้งเครื่องป้องกัน การกำหนดวิธีปฏิบัติงาน การฝึกอบรม หรือการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
2. ช่วยลดการบาดเจ็บและความสูญเสีย
ความเสี่ยงที่ถูกค้นพบและควบคุมอย่างเหมาะสม ย่อมช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และผลกระทบต่อกระบวนการผลิต
3. ช่วยให้จัดลำดับความสำคัญของปัญหา
ไม่ใช่ทุกความเสี่ยงจะมีระดับเท่ากัน การประเมินช่วยให้องค์กรรู้ว่าเรื่องใดต้องแก้ไขทันที เรื่องใดต้องติดตาม และเรื่องใดสามารถควบคุมด้วยมาตรการที่มีอยู่
4. ช่วยสนับสนุนการวางแผนด้านความปลอดภัย
ผลจาก Risk Assessment สามารถนำไปใช้วางแผนเรื่องการปรับปรุงพื้นที่ เครื่องจักร ขั้นตอนการทำงาน การฝึกอบรม และมาตรการควบคุมต่าง ๆ
5. ช่วยสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย
เมื่อพนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการค้นหาอันตรายและประเมินความเสี่ยง จะช่วยให้เกิดความตระหนักว่า “ความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของทุกคน”
Risk Assessment ต่างจาก Hazard Identification อย่างไร?
สองคำนี้มักถูกใช้ร่วมกัน แต่มีความแตกต่างกัน
Hazard Identification คือ การชี้บ่งอันตราย หรือการค้นหาว่าในงานหรือกิจกรรมนั้นมีอะไรที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายได้
ส่วน Risk Assessment คือการนำอันตรายที่พบมาวิเคราะห์ต่อว่า มีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด และหากเกิดขึ้นแล้วจะมีความรุนแรงระดับไหน
ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ซ่อมบำรุงพบว่า มีการทำงานบนที่สูง
Hazard Identification:
การตกจากที่สูงเป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
Risk Assessment:
วิเคราะห์โอกาสการตกจากที่สูงและความรุนแรงของผลกระทบ จากนั้นกำหนดมาตรการควบคุม เช่น ระบบป้องกันการตก ราวกันตก จุดยึด อุปกรณ์ Fall Protection และวิธีการทำงานที่ปลอดภัย
ดังนั้นสามารถจำง่าย ๆ ได้ว่า
Hazard Identification = ค้นหาอันตราย
Risk Assessment = ประเมินระดับความเสี่ยงของอันตราย
ขั้นตอนการทำ Risk Assessment มีอะไรบ้าง?
การประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพควรพิจารณาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การทำความเข้าใจกิจกรรมไปจนถึงการติดตามผลหลังจากมีมาตรการควบคุม
1. กำหนดงานหรือกิจกรรมที่จะประเมิน
เริ่มจากระบุให้ชัดเจนว่าจะประเมินงานอะไร เช่น งานเชื่อม งานตัด งานซ่อมเครื่องจักร งานขนย้าย งานทำงานบนที่สูง งานในที่อับอากาศ หรือการทำงานกับสารเคมี
2. ชี้บ่งอันตราย
พิจารณาว่าในแต่ละขั้นตอนมีอันตรายอะไรบ้าง เช่น
เครื่องจักร
ไฟฟ้า
สารเคมี
ความร้อน
เสียง
การตกจากที่สูง
วัตถุตกจากที่สูง
การยกและเคลื่อนย้าย
พื้นที่อับอากาศ
ก๊าซไวไฟหรือก๊าซพิษ
ท่าทางการทำงาน
ปัจจัยด้านมนุษย์และสภาพแวดล้อม
3. ประเมินโอกาสและความรุนแรง
นำอันตรายที่พบมาประเมินว่า
โอกาสเกิดเหตุ มีมากน้อยเพียงใดและความรุนแรงของผลกระทบ หากเกิดเหตุแล้วจะมากน้อยเพียงใดจากนั้นจึงนำผลมาจัดระดับความเสี่ยงตามเกณฑ์ที่องค์กรหรือวิธีการประเมินกำหนด กระทรวงแรงงานระบุให้ผลการชี้บ่งอันตรายนำมาวิเคราะห์โอกาสและความรุนแรงเพื่อจัดระดับอันตราย โดยสามารถใช้วิธีที่เหมาะสมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ
4. กำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยง
เมื่อพบความเสี่ยงแล้ว ต้องพิจารณาว่าจะควบคุมอย่างไร ไม่ใช่เพียงการบันทึกคะแนนความเสี่ยงไว้ในแบบฟอร์ม
มาตรการควบคุมอาจประกอบด้วย
การกำจัดอันตราย
การเปลี่ยนวิธีหรือกระบวนการทำงาน
การใช้มาตรการทางวิศวกรรม
การกำหนดมาตรการบริหารจัดการ
การจัดทำวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัย
การฝึกอบรม
การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE)
หัวใจสำคัญคือ ควรควบคุมอันตรายที่ต้นเหตุให้ได้มากที่สุด ไม่ควรพึ่ง PPE เพียงอย่างเดียว
5. ประเมินความเสี่ยงหลังมีมาตรการควบคุม
หลังจากกำหนดมาตรการแล้ว ควรพิจารณาอีกครั้งว่าความเสี่ยงลดลงมากน้อยเพียงใด และมาตรการที่กำหนดสามารถควบคุมอันตรายได้จริงหรือไม่
6. ติดตามและทบทวน
Risk Assessment ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ เพราะเมื่อเครื่องจักร กระบวนการทำงาน วัตถุดิบ หรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ความเสี่ยงก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย
ประกาศกระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการประเมินอันตรายกำหนดให้มีการทบทวนการดำเนินการตามรอบที่กำหนด และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อสภาพการทำงานก็ต้องดำเนินการประเมินให้ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย
วิธีการชี้บ่งอันตรายที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยง
การทำ Risk Assessment สามารถใช้เทคนิคได้หลายรูปแบบ โดยเลือกให้เหมาะกับลักษณะงานและความซับซ้อนของกระบวนการ
ตัวอย่างที่สำคัญ ได้แก่
JSA (Job Safety Analysis)
วิเคราะห์งานทีละขั้นตอน เพื่อค้นหาอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน
Checklist
ใช้รายการตรวจสอบเพื่อค้นหาสภาพหรือการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์
What-If Analysis
ตั้งคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า…” เพื่อค้นหาเหตุการณ์หรือความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น
HAZOP (Hazard and Operability Study)
เหมาะสำหรับการวิเคราะห์อันตรายและปัญหาการทำงานของกระบวนการ โดยเฉพาะกระบวนการที่มีความซับซ้อน
FTA (Fault Tree Analysis)
วิเคราะห์ย้อนกลับจากเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เพื่อค้นหาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง
ETA (Event Tree Analysis)
วิเคราะห์ผลลัพธ์หรือเหตุการณ์ต่อเนื่องที่อาจเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์เริ่มต้น
FMEA (Failure Modes and Effects Analysis)
วิเคราะห์รูปแบบความล้มเหลวของอุปกรณ์หรือส่วนประกอบ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
วิธีเหล่านี้เป็นหนึ่งในแนวทางที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุไว้สำหรับการชี้บ่งอันตราย โดยควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะงานและกิจกรรมของสถานประกอบการ
Risk Assessment Matrix คืออะไร?
Risk Assessment Matrix หรือ ตารางประเมินความเสี่ยง เป็นเครื่องมือที่ใช้ช่วยจัดระดับความเสี่ยง โดยทั่วไปจะพิจารณาจากองค์ประกอบหลัก เช่น
โอกาสในการเกิดเหตุการณ์ (Likelihood)
และ
ความรุนแรงของผลกระทบ (Severity)
เมื่อนำสองปัจจัยมาพิจารณาร่วมกัน จะช่วยให้สามารถจัดระดับความเสี่ยง เช่น ต่ำ ปานกลาง สูง หรือสูงมาก ตามเกณฑ์ที่องค์กรกำหนด
สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการคำนวณคะแนน แต่คือการนำผลประเมินไปสู่ การควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริง
ตัวอย่าง Risk Assessment ในโรงงาน
ตัวอย่างเช่น งานซ่อมบำรุงเครื่องจักร
ขั้นตอนแรกคือปิดเครื่องจักร
อันตรายที่อาจพบ ได้แก่ การปล่อยพลังงานค้าง การเริ่มทำงานโดยไม่ตั้งใจ หรือพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ได้ถูกตัดออกอย่างเหมาะสม
จากนั้นต้องประเมินโอกาสและความรุนแรงของเหตุการณ์
หากพบว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับสูง อาจกำหนดมาตรการ เช่น
การตัดแยกแหล่งพลังงาน
การ Lockout/Tagout
การตรวจสอบว่าไม่มีพลังงานคงค้าง
การติดป้ายเตือน
การกำหนดผู้รับผิดชอบ
การอบรมผู้ปฏิบัติงาน
การตรวจสอบก่อนเริ่มงาน
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า Risk Assessment ที่ดีไม่ได้หยุดอยู่ที่คำว่า “ความเสี่ยงสูง” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า
“แล้วเราจะทำอย่างไรให้ความเสี่ยงนั้นลดลง?”
Risk Assessment เกี่ยวข้องกับ จป. อย่างไร?
สำหรับ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือ จป. การประเมินความเสี่ยงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานด้านความปลอดภัย เพราะช่วยให้สามารถมองเห็นปัญหาอย่างเป็นระบบและนำไปวางแผนควบคุมอันตราย
จป. สามารถนำผล Risk Assessment ไปใช้ประกอบการ
วางแผนป้องกันอุบัติเหตุ
ตรวจสอบสภาพการทำงาน
กำหนดมาตรการควบคุม
จัดทำแผนงานด้านความปลอดภัย
วางแผนฝึกอบรมพนักงาน
ติดตามประสิทธิผลของมาตรการ ปรับปรุงวิธีการทำงาน นอกจากนี้ แนวทางของกระทรวงแรงงานยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทำงาน รวมถึงผู้เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยในการดำเนินการประเมินอันตราย
Risk Assessment สำคัญต่อโรงงานและสถานประกอบการอย่างไร?
ในโรงงานหนึ่งแห่งอาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นพร้อมกันหลายรูปแบบ ทั้งเครื่องจักร ไฟฟ้า สารเคมี ความร้อน เสียง การยกเคลื่อนย้าย งานเชื่อม งานที่สูง งานในที่อับอากาศ และกิจกรรมซ่อมบำรุง
หากไม่มีการประเมินและควบคุมความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ อันตรายที่ดูเหมือนเล็กน้อยอาจพัฒนาไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้
ดังนั้น Risk Assessment จึงมีความสำคัญทั้งต่อ
พนักงาน — ลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บและเจ็บป่วยจากการทำงาน
หัวหน้างาน — ช่วยให้เห็นจุดเสี่ยงในงานที่รับผิดชอบและกำหนดวิธีควบคุมได้ชัดเจน
จป. — ใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการความปลอดภัย
ผู้บริหาร — ใช้ประกอบการตัดสินใจด้านทรัพยากร งบประมาณ และการปรับปรุงระบบความปลอดภัย
องค์กร — ช่วยสร้างระบบการทำงานที่ปลอดภัยและลดความสูญเสียจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
Risk Assessment ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือการป้องกันอุบัติเหตุ
สิ่งที่หลายองค์กรพบคือ เมื่อทำ Risk Assessment เสร็จแล้ว เอกสารถูกจัดเก็บไว้ในแฟ้ม แต่ไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ในการควบคุมการทำงานจริง
นี่คือจุดที่ต้องระวัง
Risk Assessment ที่ดีต้องเชื่อมโยงกับการทำงานจริง
พนักงานต้องรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร
หัวหน้างานต้องรู้ว่าต้องควบคุมอย่างไร
ผู้บริหารต้องสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น
จป. ต้องติดตามว่ามาตรการยังมีประสิทธิภาพหรือไม่
เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการประเมินความเสี่ยงไม่ใช่การทำคะแนนให้ครบ แต่คือ การทำให้คนทำงานกลับบ้านอย่างปลอดภัย
บริษัท เรย์โนลด์ ไวซ์ จำกัด กับแนวคิดด้านการบริหารความปลอดภัย
สำหรับ บริษัท เรย์โนลด์ ไวซ์ จำกัด (Reynolds Wise) การสร้างความเข้าใจเรื่อง Risk Assessment เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาความรู้ด้านความปลอดภัยในการทำงาน เพราะการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพควรเริ่มจากการเข้าใจอันตราย และเปลี่ยนข้อมูลจากหน้างานให้กลายเป็นมาตรการป้องกันที่นำไปใช้ได้จริง
แนวทางด้านความปลอดภัยที่ดีไม่ควรเน้นเพียง “การแก้ไขเมื่อเกิดเหตุ” แต่ควรให้ความสำคัญกับ การค้นหาอันตราย การประเมินความเสี่ยง การควบคุม และการทบทวนอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยตาม ISO 45001 ที่มุ่งให้องค์กรจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและปรับปรุงผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
“Risk Assessment ไม่ใช่การทำนายว่าอุบัติเหตุจะเกิดเมื่อไร แต่คือการค้นหาว่าอะไรอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ และเราจะหยุดมันได้อย่างไร”
สรุป Risk Assessment แบบเข้าใจง่าย
Risk Assessment = การประเมินความเสี่ยง
จำง่าย ๆ เพียง 4 ขั้นตอน
1. หาอันตรายให้เจอ
มีอะไรที่สามารถทำให้เกิดอันตราย?
2. ประเมินความเสี่ยง
มีโอกาสเกิดมากแค่ไหน และถ้าเกิดแล้วรุนแรงแค่ไหน?
3. ควบคุมความเสี่ยง
ต้องทำอะไรเพื่อลดหรือควบคุมความเสี่ยง?
4. ติดตามและทบทวน
มาตรการที่ทำไปได้ผลจริงหรือไม่ และมีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือไม่?
ดังนั้น Risk Assessment จึงไม่ใช่เพียงแบบฟอร์มด้านความปลอดภัย แต่คือ กระบวนการคิดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุก่อนเกิดเหตุ
เมื่อองค์กรสามารถมองเห็นอันตราย ประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการควบคุมได้อย่างถูกต้อง ก็จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและสนับสนุนการบริหารความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ
สำหรับสถานประกอบการที่ต้องการพัฒนาความรู้ด้าน ความปลอดภัย อาชีวอนามัย การชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง และการบริหารจัดการความปลอดภัยในการทำงาน การเรียนรู้จากสถานการณ์จริงและนำหลักการไปประยุกต์ใช้กับงานขององค์กร คือหัวใจสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน


